เมื่อ SPF อาจไม่เพียงพอสำหรับการปกป้องผิวในยุคปัจจุบัน
เมื่อพูดถึงการปกป้องผิวจากแสงแดด คนส่วนใหญ่มักคุ้นเคยกับคำว่า SPF (Sun Protection Factor) และเชื่อว่าหากผลิตภัณฑ์มีค่า SPF สูง ก็เพียงพอสำหรับการปกป้องผิวจากความเสียหายที่เกิดจากแสงแดดแล้ว แต่ในความเป็นจริง วิทยาศาสตร์เครื่องสำอางในปัจจุบันพบว่า ไม่ใช่แค่รังสี UV เท่านั้นที่ส่งผลกระทบต่อปัญหาผิวพรรณ ยังมีพลังงานแสงอีกส่วนหนึ่งที่กำลังได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นั่นคือ High Energy Visible Light (HEV) หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า Blue Light คำถามสำคัญคือ
SPF สามารถป้องกัน Blue Light ได้หรือไม่? และ HEV Protection แตกต่างจาก SPF อย่างไร?
SPF คืออะไร?
SPF หรือ Sun Protection Factor เป็นค่าที่ใช้บ่งบอกความสามารถของผลิตภัณฑ์ในการปกป้องผิวจากรังสี UVB โดยที่รังสี UVB เป็นรังสีที่มีความยาวคลื่นประมาณ 280–320 นาโนเมตร และเป็นสาเหตุสำคัญของ
- ผิวไหม้แดด (Sunburn)
- ผิวอักเสบจากแสงแดด
- ความเสียหายของ DNA
- ความเสี่ยงต่อมะเร็งผิวหนัง
ค่า SPF ที่ระบุบนฉลากผลิตภัณฑ์จึงสะท้อนเฉพาะประสิทธิภาพในการลดผลกระทบจากรังสี UVB เท่านั้น ตัวอย่างเช่น
- SPF 15 กรอง UVB ได้ประมาณ 93%
- SPF 30 กรอง UVB ได้ประมาณ 97%
- SPF 50 กรอง UVB ได้ประมาณ 98%
อย่างไรก็ตาม ค่า SPF ไม่ได้บอกถึงความสามารถในการป้องกันแสงในช่วงอื่นของสเปกตรัม
แล้ว UVA Protection คืออะไร?
นอกจาก UVB แล้ว แสงแดดยังประกอบด้วยรังสี UVA ซึ่งมีช่วงคลื่น 320–400 นาโนเมตร โดยที่ UVA สามารถทะลุผ่านผิวหนังได้ลึกกว่า UVB และมีบทบาทสำคัญต่อ
- ริ้วรอยก่อนวัย
- การสูญเสียคอลลาเจน
- ผิวหย่อนคล้อย
- จุดด่างดำ
- Photoaging
ด้วยเหตุนี้จึงมีการใช้ค่า
- UVA-PF
- PA+, PA++, PA+++, PA++++
- Critical Wavelength
เพื่อประเมินประสิทธิภาพการป้องกันรังสี UVA ซึ่งสามารถทดสอบได้ตามมาตรฐาน ISO 24443 (in vitro) และ ISO 24442 (in vivo)
HEV หรือ Blue Light คืออะไร?
HEV ย่อมาจาก High Energy Visible Light เป็นส่วนหนึ่งของช่วงแสงที่ตามนุษย์มองเห็นได้ (Visible Light) โดยอยู่ในช่วงคลื่นประมาณ
380–500 นาโนเมตร ซึ่ง HEV มีพลังงานต่ำกว่า UV แต่มีปริมาณพลังงานรวมที่สูงมากในแสงอาทิตย์ โดยแหล่งกำเนิดสำคัญ ได้แก่
☀ แสงอาทิตย์
📱 โทรศัพท์มือถือ
💻 คอมพิวเตอร์
📺 จอแสดงผลต่าง ๆ
💡 หลอดไฟ LED
แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะเชื่อว่า Blue Light จากหน้าจอเป็นปัญหาหลัก แต่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันชี้ว่า
แสงอาทิตย์เป็นแหล่งกำเนิด HEV ที่สำคัญที่สุดที่ส่งผลต่อผิวหนังของมนุษย์
HEV สามารถส่งผลต่อผิวหนังได้อย่างไร?
งานวิจัยในช่วงหลายปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า HEV อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับ
- การเกิด Oxidative Stress
- การสร้าง Reactive Oxygen Species (ROS)
- การอักเสบของผิว
- การทำลายสารต้านอนุมูลอิสระ
- การกระตุ้นการสร้างเม็ดสี
- ภาวะผิวหมองคล้ำ
- Hyperpigmentation
- Photoaging
โดยเฉพาะในคนเอเชียและผู้ที่มีสีผิวระดับกลางถึงเข้ม ผลกระทบต่อการเกิดฝ้า กระ และจุดด่างดำอาจมีความชัดเจนมากขึ้น
SPF และ HEV Protection แตกต่างกันอย่างไร?
คุณสมบัติ | SPF | HEV Protection |
| ช่วงคลื่นที่ป้องกัน | UVB (280–320 nm) | Blue Light / HEV (380–500 nm) |
| จุดประสงค์หลัก | ป้องกันผิวไหม้แดด | ป้องกันความเสียหายจากแสงสีฟ้า |
| ผลกระทบที่เกี่ยวข้อง | Sunburn | Photoaging, Pigmentation |
| วิธีประเมิน | SPF Test | Blue Light Protection Test |
| มาตรฐานที่เกี่ยวข้อง | ISO 23675 (in vitro), ISO 24444 (in vivo) | in vitro Blue Light Test |
กล่าวง่าย ๆ คือ SPF ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อวัดการป้องกัน HEV หรือ Blue Light โดยตรง
ดังนั้น ผลิตภัณฑ์ที่มี SPF สูง ไม่ได้หมายความว่าจะมีประสิทธิภาพในการป้องกัน Blue Light สูงเสมอไป
ผลิตภัณฑ์กันแดดสามารถป้องกัน HEV ได้หรือไม่?
คำตอบคือ สามารถป้องกันได้ แต่ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบของสูตร
สารที่มักมีบทบาทในการช่วยป้องกัน HEV ได้แก่
- Iron Oxides
- Titanium Dioxide
- Zinc Oxide
- Colored Pigments
- Certain Botanical Extracts
- Antioxidants
ผลิตภัณฑ์แต่ละสูตรจึงอาจมีประสิทธิภาพในการป้องกัน HEV แตกต่างกันอย่างมาก แม้จะมีค่า SPF เท่ากันก็ตาม
HEV Protection สามารถทดสอบได้อย่างไร?
การทดสอบ HEV Protection ใช้วิธีการวิเคราะห์ทาง Spectrophotometry โดยวัดปริมาณแสงที่สามารถผ่านฟิล์มของผลิตภัณฑ์บนแผ่น PMMA มาตรฐาน ค่าที่นิยมใช้ในการรายงาน ได้แก่
✔ % Blue Light Protection
✔ % HEV Protection
✔ Blue Light Critical Wavelength
ผลลัพธ์ช่วยให้แบรนด์สามารถประเมินและสนับสนุน Claims ด้าน
- Anti-Blue Light
- HEV Protection
- Digital Aging Protection
- Environmental Protection
ได้อย่างมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ
อนาคตของผลิตภัณฑ์กันแดด: ปกป้องผิวมากกว่าแค่ UV
ในอดีต การเลือกผลิตภัณฑ์กันแดดอาจพิจารณาเพียงค่า SPF และ PA แต่ในปัจจุบัน แนวคิดด้าน Photoprotection กำลังก้าวไปสู่การปกป้องผิวแบบครบวงจรจาก
☀ UVB
☀ UVA
☀ Visible Light
☀ HEV (Blue Light)
☀ Infrared Radiation
☀ Environmental Stressors
ทำให้ HEV Protection กลายเป็นอีกหนึ่งคุณสมบัติสำคัญที่แบรนด์ชั้นนำทั่วโลกกำลังให้ความสนใจมากขึ้น
บริการทดสอบ HEV Protection โดย IIC
International Innovation Center (IIC) ให้บริการทดสอบประสิทธิภาพการป้องกัน Blue Light และ HEV สำหรับ
✔ ผลิตภัณฑ์กันแดด
✔ Moisturizer ที่มี SPF
✔ Anti-Pollution Skincare
✔ Brightening Products
✔ Barrier Repair Products
โดยใช้วิธี in vitro Spectrophotometric Analysis เพื่อช่วยสนับสนุน Claims ด้าน
- Anti-Blue Light
- HEV Protection
- Blue Light Protection
ด้วยผลการทดสอบจากห้องปฏิบัติการที่น่าเชื่อถือและอ้างอิงหลักวิทยาศาสตร์
สรุป
SPF และ HEV Protection ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน SPF ใช้ประเมินการป้องกันรังสี UVB ขณะที่ HEV Protection ใช้ประเมินความสามารถในการป้องกันแสงสีฟ้าหรือ High Energy Visible Light ซึ่งในยุคที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการปกป้องผิวแบบครบวงจร การประเมินทั้ง SPF, UVA Protection และ HEV Protection ร่วมกัน จะช่วยให้แบรนด์สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
โดย กฤษณพล หัตถิยา, ผู้จัดการฝ่ายวิจัยและพัฒนา ส่วนงานสนับสนุนด้านเทคนิค, บริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล อินโนเวชั่น เซ็นเตอร์ จำกัด, ประเทศไทย