ทำไม in vitro SPF ISO 23675 จะกลายเป็นมาตรฐานหลักของอุตสาหกรรมเครื่องสำอางไทยและของโลก

ทำไม in vitro SPF ISO 23675 จะกลายเป็นมาตรฐานหลักของอุตสาหกรรมเครื่องสำอางไทยและของโลก

การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของการทดสอบประสิทธิภาพผลิตภัณฑ์กันแดด

ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา การทดสอบค่า SPF (Sun Protection Factor) ของผลิตภัณฑ์กันแดดทั่วโลกอาศัยวิธีการทดสอบแบบ in vivo เป็นหลัก โดยใช้มาตรฐาน ISO 24444 ซึ่งอาศัยอาสาสมัครมนุษย์ในการประเมินการเกิดรอยแดง (Erythema) หลังได้รับรังสี UV

แม้วิธีดังกล่าวจะได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางและถือเป็น "Gold Standard" ของอุตสาหกรรม แต่ในปัจจุบันโลกกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ของการทดสอบประสิทธิภาพผลิตภัณฑ์กันแดด เมื่อองค์การมาตรฐานสากล (ISO) ได้ประกาศใช้มาตรฐาน ISO 23675:2024 สำหรับการวัดค่า SPF แบบ in vitro อย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่อาจเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมกันแดดทั่วโลกในอนาคตอันใกล้


จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผู้บริโภค หน่วยงานกำกับดูแล และนักวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง เริ่มตั้งคำถามถึงความแม่นยำและความสม่ำเสมอของผลการทดสอบ SPF แบบ in vivo

โดยกรณีศึกษาที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือรายงานของ CHOICE ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งพบว่าผลิตภัณฑ์กันแดดจำนวน 16 จาก 20 ผลิตภัณฑ์มีค่า SPF ที่วัดได้ต่ำกว่าที่ระบุบนฉลากอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าจะผ่านการทดสอบตามมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับก็ตาม

เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าผลการทดสอบ SPF อาจได้รับอิทธิพลจากปัจจัยหลากหลาย เช่น

  • ความแตกต่างระหว่างอาสาสมัครแต่ละราย
  • เทคนิคการทาผลิตภัณฑ์
  • การกระจายตัวของฟิลเตอร์กันแดด
  • ความแตกต่างระหว่างห้องปฏิบัติการ
  • ความเสถียรของสูตรผลิตภัณฑ์

ทำให้หลายฝ่ายเริ่มมองหาวิธีการทดสอบที่ให้ผลลัพธ์มีความสม่ำเสมอและสามารถทำซ้ำได้มากกว่าเดิม


in vitro SPF ISO 23675 คืออะไร?

ISO 23675 เป็นมาตรฐานการวัดค่า SPF แบบ in vitro โดยอาศัยการวัดการส่งผ่านรังสี UV (UV Transmittance) ผ่านฟิล์มผลิตภัณฑ์ที่ถูกทาลงบนแผ่น PMMA มาตรฐานสองชนิดคือ Moulded PMMA และ Sandblasted PMMA ซึ่งถูกเรียกว่า Double Plate Technique ก่อนและหลังการฉายรังสี UV ตามเงื่อนไขที่กำหนดในมาตรฐานวิธีทดสอบ ระบบดังกล่าวประกอบด้วย

  • แผ่น PMMA มาตรฐาน
  • ระบบ Robot Spreading
  • UV Exposure System
  • UV Spectrophotometer
  • ISO Calculation Spreadsheet

กระบวนการทั้งหมดถูกควบคุมภายใต้เงื่อนไขที่มีความแม่นยำสูง ทำให้ลดปัจจัยแปรปรวนจากมนุษย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ


เหตุใด ISO 23675 จึงได้รับความสนใจจากทั่วโลก?

1. ไม่ต้องใช้อาสาสมัครมนุษย์

หนึ่งในจุดเด่นสำคัญที่สุดของ ISO 23675 คือการไม่ต้องใช้อาสาสมัครมนุษย์ในการทดสอบ SPF

Cosmetics Europe ระบุว่ามาตรฐานนี้เป็น "Fully in vitro SPF Method" ตัวแรกที่ได้รับการรับรองโดย ISO อย่างเป็นทางการ และช่วยลดประเด็นด้านจริยธรรมที่เกี่ยวข้องกับการให้มนุษย์สัมผัสรังสี UV เพื่อการทดสอบผลิตภัณฑ์


2. ความสามารถในการทำซ้ำสูงกว่า

การทดสอบแบบ in vivo มีความแปรปรวนทางชีวภาพ (Biological Variation) อยู่เสมอ เนื่องจากสีผิว ความไวต่อแสงแดด และปัจจัยทางสรีรวิทยาของอาสาสมัครแต่ละคนแตกต่างกัน

ในทางตรงกันข้าม ISO 23675 ใช้ระบบเครื่องมือวิเคราะห์และระบบ Robot Spreading ที่ควบคุมเงื่อนไขการทดสอบอย่างเข้มงวด ทำให้ผลลัพธ์มีความแม่นยำ สม่ำเสมอ และสามารถทำซ้ำได้ดีกว่า


3. รวดเร็วกว่าและต้นทุนต่ำกว่า

การทดสอบ SPF แบบ in vivo อาจใช้เวลาหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน ตั้งแต่การรับสมัครอาสาสมัคร การคัดเลือก การทดสอบ และการประเมินผล ขณะที่การทดสอบแบบ in vitro สามารถดำเนินการได้ภายในระยะเวลาที่สั้นกว่าอย่างมาก ส่งผลให้

  • ลดต้นทุนการพัฒนา
  • เพิ่มความเร็วในการออกผลิตภัณฑ์สู่ตลาด
  • สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาสูตรจำนวนมากในเวลาอันสั้น

4. ตอบโจทย์งานวิจัยและพัฒนายุคใหม่

ในอดีต นักพัฒนาสูตรมักประสบปัญหาการคัดเลือกสูตรกันแดดหลายสิบสูตรก่อนเข้าสู่กระบวนการถัดไป ซึ่ง ISO 23675 ช่วยให้สามารถ

  • ทดสอบสูตรจำนวนมาก
  • เปรียบเทียบประสิทธิภาพระหว่างสูตร
  • ประเมินผลกระทบจากการเปลี่ยนวัตถุดิบ
  • พัฒนาผลิตภัณฑ์ได้รวดเร็วขึ้น

ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาเครื่องสำอางยุคใหม่ที่เน้น Data-Driven Development


แนวโน้มการยอมรับทั่วโลก

ปัจจุบัน ISO 23675 ได้รับการยอมรับแล้วในหลายภูมิภาคสำคัญของโลก ได้แก่

  • สหภาพยุโรป (EU)
  • สหราชอาณาจักร (UK)
  • ASEAN หลายประเทศ
  • Brazil
  • Mexico
  • GCC Countries
  • South Africa

ขณะที่ประเทศสำคัญอื่น ๆ เช่น

  • Australia
  • Canada
  • Japan
  • South Korea
  • India

อยู่ในช่วงการพิจารณาและเตรียมนำไปใช้อย่างกว้างขวางมากขึ้นในอนาคต


แล้วประเทศไทยจะเป็นอย่างไร?

ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอุตสาหกรรมเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์กันแดดเติบโตอย่างรวดเร็วที่สุดในภูมิภาค

ซึ่งเมื่อพิจารณาจากแนวโน้มของ

  • EU
  • UK
  • ASEAN
  • Cosmetics Europe
  • หน่วยงานกำกับดูแลในหลายประเทศ

พบว่าทิศทางของอุตสาหกรรมกำลังมุ่งไปสู่การใช้ in vitro SPF ISO 23675 เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยข้อได้เปรียบด้าน

  • ความแม่นยำ
  • ความสามารถในการทำซ้ำ
  • ความรวดเร็ว
  • ต้นทุนที่เหมาะสม
  • การลดการใช้อาสาสมัครมนุษย์

จึงมีความเป็นไปได้สูงว่า ISO 23675 จะกลายเป็นหนึ่งในมาตรฐานหลักสำหรับการประเมินประสิทธิภาพผลิตภัณฑ์กันแดดในประเทศไทยภายในอนาคตอันใกล้


บทสรุป

การประกาศใช้ ISO 23675 ไม่ใช่เพียงการเพิ่มมาตรฐานการทดสอบใหม่อีกหนึ่งฉบับ แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมกันแดดทั่วโลก

ในขณะที่ ISO 24444 ยังคงมีบทบาทสำคัญในปัจจุบัน การมาถึงของ ISO 23675 กำลังสร้างมาตรฐานใหม่ที่ตอบโจทย์ทั้งด้านวิทยาศาสตร์ ความยั่งยืน จริยธรรม และประสิทธิภาพทางธุรกิจ

สำหรับผู้ประกอบการเครื่องสำอาง นักพัฒนาสูตร และเจ้าของแบรนด์ การเตรียมความพร้อมและทำความเข้าใจมาตรฐาน ISO 23675 ตั้งแต่วันนี้ อาจเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในการแข่งขันของตลาดผลิตภัณฑ์กันแดดในอนาคต

โดย กฤษณพล หัตถิยา, ผู้จัดการฝ่ายสนับสนุนด้านเทคนิค, บริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล อินโนเวชั่น เซ็นเตอร์ จำกัด, ประเทศไทย


International Innovation Center (IIC) เป็นหนึ่งในห้องปฏิบัติการแห่งแรกในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียที่ให้บริการทดสอบ in vitro SPF ISO 23675 และ in vitro UVA-PF ISO 24443 เพื่อสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์กันแดดตามมาตรฐานสากล

Writing date :
Blog